KaowMai's profileLittle Moo's spacePhotosBlogLists Tools Help

Blog


    August 31

    เสียศูนย์

     
    อีกครั้งในชีวิตที่ก่อนนอน..
    แล้วรู้สึกว่า.. มองไม่เห็นอนาคตของตัวเอง
    อีกครั้งในชีวิตที่รู้สึกว่า..
    พรุ่งนี้จะต้องเริ่มทำอะไรก่อนหลัง
    อีกครั้งในชีวิตที่รู้สึกว่า..
    ตื่นมาพร้อมกับอาการซึมเศร้า หดหู่
     
    และอีกครั้งในชีวิตที่ต้องบอกตัวเองว่า..
    สิ่งที่เคยเป็นเคยอยู่ข้างหน้า ต่อไปจะเปลี่ยนทิศเปลี่ยนทาง
    และบางอย่างก็ไม่เหลือให้จับต้องอีก
     
    ทุกสิ่ง ทุกคน ยังคงอยู่และอยู่ต่อไป
    แต่ตัวเราเองที่ต้องขยับเปลี่ยน

    งง เหมือนฝัน เหมือนอะไรก็ไม่รู้ เหมือนโลกนี้ไม่มีอะไรเป็นของจริง
    ขับรถออกมาด้วยอาการน้ำตาซึมตลอดทาง บางทีก็ร้องไห้
    เออหนอชีวิต.. ยิ่งคิดยิ่งปวดหัว ยิ่งคิดยิ่งหาทางออกไม่เจอ
    อาการอย่างนี้เรียก "ฟั่นเฟือน" ยังเรียกสติกลับมาไม่ได้

    ปากพระร่วงอีกแล้ว..
    บอกว่าปัญหามันแตะมือกันเข้ามาทำให้ปวดหัว
    สุดท้ายต้องแพ้ตัวเอง.. กับบางเรื่องและบางคนที่มีอิทธิพลกับชีวิต
    จัดการไม่ได้จริงๆ ทำอะไรไม่ได้จริงๆ เรียกสติกลับมาไม่ได้อีกแล้ว
    ชีวิตเสียศูนย์ เสียหลัก ขยับอะไรไม่ได้เลย
     
    วันนี้ไม่มีแรงเหลือให้ต่อสู้กับอะไรอีกแล้ว
    ความอดทนเป็นศูนย์ ขอพักใจ พักสมองนิ่งๆ ..เหนื่อยจัง!!
    ..

    บันทึก : 30 สิงหาคม 2550 ระหว่างทางไปบ้านพี่กบ

    เพื่อนรักโทรมาหา "อยู่ไหน อยากรู้แต่ไม่อยากถาม"
    "ขับรถอยู่ กะลังจะไปบางบัวทอง (บ้านพี่กบ)"
    "อ่อ.. กำลังจะขับรถกลับบ้าน!!!" เออ.. ดูมันแดกดันเข้า
     
    บันทึกไว้อีกที วันที่อารมณ์เปลี่ยนสี
    ช้างกี่เชือกก็ฉุดอารมณ์และสติไม่ได้
    ลมพัดแรง หัวใจหล่นหาย (อีกแล้ว)
     
    August 27

    เริ่มต้น

    เริ่มต้นจากวันนี้.. จะเริ่มคิดแต่เรื่องดีๆ
    จะขจัดเรื่องที่รบกวนสมองและจิตใจออก
    ที่ละนิด วันละน้อย..
     
    จะเลิกพูด.. ถ้าพูดแล้วอะไรๆ ไม่ดีขึ้น เหมือนพูดกับก้อนหิน
    จะเลิกฟัง.. ถ้าฟังอะไรซ้ำๆ แบบป่วนรอยหยักสมอง
     
    จะใช้สติในการบรรเทาตัวเองจากความเศร้าทั้งปวง
     
     
     
     
    ปล. โหลดรูปใน space ไป 3 album
     
     
     
     
    August 24

    ก้อนปัญหา

     
    วันที่ต้องเจอกับปัญหา
    สิ่งแรกที่จะต้องทำคือ ตั้งสติ
    แล้วแยกปัญหาออกเป็นก้อนๆ
     
    แก้ปัญหาแต่ละก้อนตามลำดับความสำคัญ
    ถ้าแก้ไม่ได้ ก็ให้ยืดอกรับผลที่จะเกิดขึ้น
    ไม่ว่าจะเป็นด้าน "ดี" หรือ "เลว" อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด
     
    บางก้อนของปัญหามีตอนจบที่ไม่สวยงาม
    และไม่ได้เป็นไปอย่างที่หวังมากนัก
    แต่ขอให้..บอกกับตัวเองว่า ไม่ว่าจะ "ดี" หรือ "เลว"
    นั่นคือผลลัพธ์.. ที่เราต้องยอมรับ
     
    บางอย่างที่สุดความสามารถแล้ว
    อย่าเสียใจ สุดท้ายทุกอย่างก็ต้องจบลง
    อาจจะเสียใจ.. แต่ไม่ก็ไม่นาน..แล้วทุกอย่างจะดีเอง
     
     
    August 22

    บทพิสูจน์

     
    "ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน" 
     
    พิสูจน์ได้จริงหรือ? ในเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้อยู่กับที่
    แม้แต่โลกบูดๆ เบี้ยวๆ ใบนี้ก็ตามที่เถอะ ยังหมุนทุกวัน
     
    ตอนนี้บางอย่างเปลี่ยนไป ใบไม้เปลี่ยนสี
    ฤดูเปลี่ยน ยิ่งตอนนี้ยิ่งเปลี่ยนแบบมั่วๆ งงๆ
    ใจคนจะไปไหนเสีย.. หาความมั่นคงยากขึ้นตามสภาวะโลก
     
    กับความสัมพันธ์เมื่อถึงจุดเปลี่ยน
    บางครั้งเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาหาความนิ่งและจุดยืนไม่ได้
    ยิ่งเปลี่ยนเพื่อทำลายล้าง ไม่ใช่เปลี่ยนเพื่อก่อความสุข
    จุดเปลี่ยนแบบนี้เรียก "พลังการทำล้าย"
     
    คนบางคน เดี๋ยวก็เปลี่ยนไป เดี๋ยวก็เปลี่ยนมา
    เปลี่ยนใจ เปลี่ยนอารมณ์
    พัดเอาใบไม้ดอกไม้ที่อยู่บนต้นร่วงกระจาย
    เสียหาย.. หมดไม่มีเหลือ
     
    นี่แหละ ลมเพลมพัด..
    และยิ่งพัดแรงเป็นพายุ
    ทำร้ายใจคนอื่นแบบไม่ทันตั้งตัว
     
    ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์แบบไหน
    เราก็ไม่มีสิทธิ์ไปคุกคามคนอื่น
    ไม่มีสิทธิ์ไปอ้างว่า "ลืมตัว" หรือแค่ "เผลอใจ"
    เพราะส่งเหล่านี้ คอยจะทำร้ายและทำลายคนรอบข้างอยู่ร่ำไป
    ไม่มีจบสิ้น.. เสียดาย เสียดาย
     
    ถ้าความเจ็บปวดที่ก่อเค้าก่อตัวมาจากความ "ลืมตัว"
    แล้วพัดเอาความ "เห็นแก่ตัว" ให้กระทบกับคนอื่น
    แล้วร่ำร้องให้ทุกอย่างเป็นไปตามใจต้องการ
    ไม่ว่าสิ่งนั้นจะนำมาซึ่งความเจ็บปวดและเสียใจแค่ไหนก็ตาม
    มันทำให้ตอกย้ำความมั่นใจได้แล้วจริงหรือ
    มันทำให้อุ่นใจตลอดไปได้ไหม - - ถ้าหนทางข้างหน้าคือความเดียวดาย
     
    กลอนบทนึงที่เคยอ่านมาตั้งแต่เด็ก
    "หากวันวานไม่มีค่า วันข้างหน้าก็ไม่มีความหมาย
    ในเมื่อวันนี้ไม่มีความจริงใจ จะคบกันทำไมให้เสียเวลา"
     
    กับความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้น
    มันพิสูจน์ได้หรือยังว่า "ความจริง" คืออะไร
    กับความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้น
    ทำให้ "เชื่อใจ" กันหมดเปลือกพอหรือยัง
     
    หรือที่ผ่านมายัง "เสียหาย" ไม่พอ
     
     
     
    August 21

    up date ชีวิตตัวเอง

    เมื่อคืน..
    "พี่ม่วง ใหม่เข้า space พี่ม่วงได้คนเดียวในโลกใบนี้อ่ะ"
    หลังจากหงุดหงิดกับการเข้าสเปซไม่ได้มากว่า 2 สัปดาห์ 
     
    คราวก่อน.. ก็พูดบอกประมาณนี้เหมือนกัน
    วันรุ่งขึ้นเข้า space ตัวเองและ space คนอื่นได้ในบัดดล
     
    วันนี้ก็เป็นเหมือนเดิม เอิ๊กก.. นึกคำอีพี่หนูว่า
    "เฮ้ย พี่ม่วงแกเนี่ย ไปตกลงอะไรกับไมโครซอฟต์ป่ะวะ"
     
    ก็ไม่รู้พรุ่งนี้ยังจะเข้าได้อีกไหม? จบเรื่องสเปซไปฃ
     
    ..
     
    up date ชีวิตตัวเอง
     
    ชีวิตกลับเข้าฐานได้แล้ว ถึงน็อตยังจะหลวมอยู่ก็ตามทีเถอะ
    ถ้าไม่มีอะไรมากระทบแรงๆ ก็คงอยู่กับที่ได้อีกพัก
    และอีกไม่นานจะแข็งแรงเหมือนเดิม
     
    บอกตัวเองให้เข้มแข็งไว้ ยืดหยัด และมั่นคงให้มาก
    คนที่มั่นคงจะต้องผ่านจุดที่เละเทะไปได้ดีที่สุด
     
    ถ้า "เปลี่ยน" คนอื่นไม่ได้
    ก็ "เปลี่ยน" ที่ตัวเอง
    แต่บางเรื่อง "เปลี่ยน" ตัวเองไม่ได้
    ก็ปล่อยมันไหลทิ้งไปกับกาลเวลา
     
    ความผูกพัน จนเกิดเป็นความรัก
    คงจะพอ "ซึมซับ" สิ่งที่ดีๆ ไว้กับตัวเองบ้างในเวลาคับขัน
    "รอ" เพื่อ รื้อฟื้น และรีไซเคิล ความรู้สึก
    ยังเชื่อเสมอว่าระหว่างเรามันไม่ใช่แค่ "คนรู้จัก"
    และมันไม่ได้ผ่านมาเพื่อผ่านไป ง่าย - ง่าย
     
    หวังว่า.. จังหวะชีวิตที่ดีคงหมุนเข้ามาให้เราได้เริ่มต้นใหม่
     
     
     
    August 12

    สิ่งแปลกปลอม

     
    ตัดสินใจเลิกยุ่งกับ "บางเรื่อง" ของ "บางคน"
    ไม่ยุ่งนี่ แบบไม่ยุ่งอย่างถาวรเลย
    ไม่อยากให้ตัวเองเป็น "สิ่งแปลกปลอม"
    หรือต้องอยู่ในสถานการณ์ที่วุ่นวาย
     
    บางครั้งต้องอยู่กับคนที่ซับซ้อนซ่อนอะไรไว้สารพัด
    และยังทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยากอีก
    เจออย่างนี้มันเหนื่อยเกินไปอย่างไร้เหตุผล
     
    เอาเป็นว่าจะมองก็ต่อเมื่อเปิดให้ดู
    จะรู้ก็ต่อเมื่อเล่าให้ฟัง..
    อยากให้เห็นเป็นแบบไหน.. ก็จะเห็นให้เป็นแบบนั้น
    อยากให้เชื่อแบบไหน.. ก็จะเชื่อในแบบนั้น
     
    gallery : ถ่ายจากใต้กะลาที่บางบัวทอง 12 August 2007
     
      
     
     
     
      
     
      
     
    August 11

    บันทึกสอนตัวเอง

     
    เขียนที่ห้องใต้กะลา บางบัวทอง : 22.13 น.
     
    อยากบันทึกบางเรื่องราวที่ไม่ค่อยอยากจะให้เกี่ยวกับความทรงจำ
    ไม่ชอบที่ตัวเองเป็นแบบนี้ (อีกแล้ว) ไอ้อาการที่หลุด และรั่ว
    ไม่ได้อย่างใจไปเสียทุกอย่าง อะไรก็ขวางหูขวางตาไปหมด
    สับสนไม่รู้ว่าอะไรเป็นต้นเหตุ ทุกอย่างมะรุมมะตุ้มไปหมด
     
    สิ่งที่ต้องบันทึกไว้สอนตัวเอง (บอกตัวเองในวันที่มีสติครบถ้วน)
    หนึ่ง เอาใจเขามาใส่ใจเรา สิ่งไหนที่เราไม่ชอบอันเป็นพื้นฐาน
    คนอื่นก็ไม่ชอบเหมือนกัน ฉะนั้น อย่าทำ
    สอง อย่าทำร้ายความรู้สึกของคนที่รักเราด้วย "ความรัก" ของเขาเอง
    สาม อย่าสร้างโลกส่วนตัวของตัวเองจนคนที่อยู่ใกล้ อยู่ด้วยไม่ได้
    สี่ อย่า "หลอก" คนอื่น แม้เพียงเพื่อเหตุผลเล็กน้อย แค่ให้ตัวเองสุข
    ทั้งที่สุขนั้นไม่ยั่งยืน..
    ห้า อย่ายัดเยียดความรู้สึกทุกอย่าง.. แค่แบ่งปันกันบ้าง แค่นั้นพอ
     
    ถ้าสิ่งที่ไม่ดีทั้งหมดที่ว่ามา
    อาจ "แลก" สิ่งดีๆ ไปจากชีวิต
    แล้วเรายังจะทำมันอีกไหม?
     
    วันนี้ห้าอย่างพอแล้ว..
    ค่อยๆ ทำทีละนิด..
    กับบางคนค่อยๆ รักจะได้ไม่สำลัก
    กับบางคนค่อยๆ ลืม จะได้ไม่ทรมาน เอิ๊กก..
     
     
     ปล.ขอบคุณเจ้าของบ้านงามๆ อีกที
    สำหรับความปรานีที่เปิดกะลาให้หมูเข้ามาอาศัยนอน

    เราจะ "รักกัน" น้อยลงจริงหรือ?

     
    เข้า space ได้เอาตอนที่ไม่มีอะไรจะเขียน
    เหมือนมาได้อะไรเอาตอนที่ "สาย" ไม่ทันกับที่ต้องการ
    และเหมือนที่ใครหลายคนอารมณ์ดี้ ดี ตอนคนอื่นเค้าอารมณ์เสียแล้ว
    พอกัน ทั้งเทคโนโลยีและคน!!
    .
    .
    มีบางอย่างให้คิดให้ตัดสินใจ
    เหมือนต้องเลือกระหว่าง "ชีวิต" และ "ลมหายใจ"
    ที่จริงไม่ต่างกันเลย.. เพราะชีวิตก็คือลมหายใจ
    แต่ทำไมต้องเลือกก็ไม่รู้.. ใจหายชอบกล
     
    ใจหายตั้งแต่ตอนที่ต้องเลือก
    ใจหายตั้งแต่ถามคำถามคนอื่นไป
    ใจหายที่สุดตอนที่ได้ยิน "คำตอบ"
     
    บอกแล้วว่าเกลียดการต้องเลือก
    โดยเฉพาะการเลือกที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของชีวิต
    และบางสิ่งที่ขึ้นชื่อว่า "เลือก" ที่จริงแล้วต้องเลือกต่างหาก
     
    และเมื่อต้อง "เลือก"
    ถ้าคนที่เรารัก จะรักเราน้อยลง ก็คงทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้
    และเมื่อต้องเลือก.. ถ้าบางอย่างจะเปลี่ยนไป
    คงต้องก้มหน้ายอมรับ..
    ถ้าความรักมันจะ "เบาบาง" ลง ก็คงต้องทำใจ
     
    ถ้าวันนั้น..มาถึง
    เราจะ "รัก" กันน้อยลงจริงหรือ?
    เราจะ "ลืม" กันได้จริงหรือ?
     
     
     
     
    August 06

    บทเพลงของเรา

     
     
    อีกนานไหมฉันก็ไม่รู้ อีกกี่เดือนหรือจะอีกปี
    กี่หมื่นพันล้านความทรงจำที่มีไม่เคยไม่คิดถึงเธอ
     
    เมื่อวันที่คน "ขี้หมา" แบบฉันได้ฟังบทเพลง "ของเรา"
    คนของความทรงจำที่แม้ปัจจุบันก็ยังอยู่เคียงข้างกันเสมอ
     
    หลายสัปดาห์มานี้ ถึงจะได้ยินได้ฟังคำตัดพ้อต่อว่า
    "ไม่มีเวลาให้เลย" กับอาการงอแงเล็กน้อยพอหอมปากหอมคอ
     
    "ว่าจะหาหมอที่โรงพยาบาลรามาฯ"
    "ก็มาสิ น่าจะมีคลินิคนอกเวลาอยู่หรอก มาป่ะเดี๋ยวถามให้"
    "หึ ไม่อ่ะ หาหมอรามาฯ เธอก็ไม่อยู่ อยู่ดี"
    "เค้าหาหมอกับตัวเองก่อนก็ได้ เดี๋ยวค่อยไปกับเพื่อน"
     
    ระหว่างทางกลับ..
    "มีของขวัญมาให้"
    "อะไรอ่ะ"
    "ซีดี นี่ตั้งใจทำมากเลยนะ มีความหมายทุกเพลง"
    ฉันแอบยิ้ม.. ปกติที่ได้รับเพลงที่เขารวมใส่ซีดีมาให้ทุกเดือนนั้น
    เขาจะบอกว่า 'ไม่มีความหมายอะไรเป็นพิเศษนะ รวมมาให้ฟังเฉยๆ'
     
    "เปิดให้เค้าฟังหน่อยดิ"
    "ไว้ค่อยฟังตอนอยู่คนเดียวเหอะ"
    "ไม่อาววว จะฟังตอนนี้ นาวววว"
    ..
    มีคนนึงเคยใช้เพลงนี้ ขอคืนดีเค้าด้วยแหละ
    ตอนเลิกกันน่ะ
    "ไม่เข้าท่า เพลงนี้เขาต้องฟังตอนรักกันต่างหาก"
    เจ้าของซีดี เถียงคอเป็นเอ็น
     
    "ทำไมเลือกเพลงนี้ให้เค้าอ่ะ"
    เจ้าของซีดีหัวเราะ "บอกแล้วไง ว่าให้ฟังตอนอยู่คนเดียว
    ทุกเพลงมีความหมายหมด แต่อยากให้คิดเอง.."
    เอิ๊กก.. เพลงพวกนี้ เป็นเพลง "บอกรัก"
    บางเพลงเป็น "เพลงของความทรงจำ" ของเราสองคน
     
    "อั๊ย.. ทำไมเลือกเพลงนี้ เคยเกลียดเค้าหรอ เคยไล่เค้าตอนไหนอ่ะ"
    ไม่มีคำตอบนอกจากรอยยิ้ม
     
    "กรี๊ดดดดดดด.. ชอบเพลงนี้ ชอบมาก" ฉันแหกปากลั่นรถ
    "ทำพลาดแล้ว ชอบขนาดนี้ไม่ต้องฟังกันหลายรอบเลยหรอเนี่ย"
    "แน่นอน.." พูดแล้วฉัน repeat เพลงนี้อีกรอบ
     
    ฉันไม่เคยใคร ไม่ขวา ไม่ซ้าย ไม่สมบูรณ์ไป
    ไม่มองแง่ร้ายหรือเอาแต่ใจ แต่มีอะไรไม่ธรรมดา..
    ฉันไม่เคยเจอใคร ไม่เร็วไม่ช้า ไม่น้อยเกินไป
    แต่มีอะไรที่ดีกว่าใคร ลงตัวกับใจอยู่กันได้พอดี
     
    บางเพลง..
    คนให้ยิ้ม คนรับยิ้ม "บทเพลงแห่งความสุข" ทั้งนั้นนินา
     
    "ไม่กินข้าวด้วยนะ พี่เค้ารอกินข้าวอยู่แน่ะ" ฉันบอก
    "อ้าว แล้วจะมาทำไมล่ะเนี่ย"
    "ตัวเองไม่สบายไง ก็มาส่ง อยากมาส่ง"
    "แล้วขับรถไปบางบัวทองอีกเนี่ยนะ" เขาถาม
    ซึ่งอันที่จริงแล้ว ฉันเชื่อว่าเขารู้เหตุผลที่ฉันเลือกทำทุกอย่าง
    "อือ..ก็เค้ารักทุกคนเท่ากันนี่"
     
    .. 
    เพลงหนึ่งขึ้นมา..
    ก็รู้ดีว่าฉันเป็นเพียงคนที่รักเธอ ไม่ใช่คนที่เธอรัก
    และมั่นใจว่าใครที่ใกล้เธอก็คงเหมือนกัน..
    ฉันก็เป็นแค่คนหนึ่งที่ขอแค่มองเธออยู่
    และพใจแค่เพียงเท่านี้ จะเป็นไรไปหากจะรักคนดีๆ
    ..ก็เพราะเธอน่ารัก ฉันเลยต้องรัก ก็ไม่จำเป็นต้องห้ามหัวใจ..
    ไม่ว่าจะยังไง เลือกแล้วว่าจะเป็นคนที่รักเธอ
     
    อีกเพลงหนึ่งขึ้นมาพร้อมกับรอยยิ้ม..
     
    ไม่มีอะไรที่จะเหนือกว่าความรักเรา ที่มีในใจของเธอกับฉัน
    ไม่มีอะไรจะมาแยกทางหนึ่งในหัวใจคนสองคน
    ต่างก็รักกันมันสำคัญกว่าสิ่งไหน
     
    คนได้รับอยากขอบคุณเหลือเกิน
    ไม่รู้จะมีอะไรที่จะตอบแทนหัวใจดีๆ แสนดีนี้ได้
    นอกจากจะบอกว่า..
    "เขาคือคนที่อ่อนโยนและสวยงามที่สุดในชีวิต"
     
    ขอบคุณที่เข้ามาทำให้ชีวิตมีสีโทนอุ่นในวันที่หนาว
    และมีสีโทนเย็นในวันที่ร้อนเป็นไฟ
     
    ขอบคุณเข้าใจและรับได้ในสิ่งที่ฉันเป็น
    ขอบคุณสำหรับความเป็น "เพื่อนที่แสนดี" ตลอดมา
    ขอบคุณที่ทำให้วันนี้ มีเพลงรักอบอวลไปทั้งรถ!!
     
    August 04

    เคลียร์

     
    3 สิงหา - - วันบ้าอะไรก็ไม่รู้ 
     
    เรื่องราวที่เกิดขึ้นวันนี้ ทั้งฮอร์โมน ทั้งอารมณ์ กดดันเป็นบ้า
    หนึ่ง ระดับฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยนแปลงกระทันหัน
    ส่งผลให้ สอง ระดับอารมณ์ไม่คงที่ ความอดทนลดต่ำ
    และ สาม พร้อมตายในสนามรบเมื่อชาติต้องการ
     
    กว่าจะสงบสติอารมณ์ลงได้ และกว่าไล่ "เคลียร์" กันเป็นรายคนอีก
    ยังไม่ทันไร สติมันจะแตกขึ้นอีกครั้ง เมื่อโยนคำถามไปแล้ว "เงียบ"
    ให้ตายเหอะ!! แค่พูด แล้วอธิบายเนี่ย มันจะท้องผูกหรือไงฟะ
     
    ความอดทนที่น้อยนิด บวกกับสถานการณ์ที่ยั่วโทสามาก
    ช่างเป็นอะไรที่อยากหักคอคนทิ้งซะจริง
     
    เมื่อคืน จึงเป็นคืนที่ต้องนอนไปพร้อมกับความกังวล
    และความรู้สึกที่แย่ๆ คลุมเครือ ไม่สงบอย่างที่ควรจะเป็น
    ทั้งร้องไห้ โกรธ หงุดหงิด สุดท้ายปวดหัวข้างขวามาก
    ปวดชนิดที่อยากจะกระทืบ "ต้นตอ" ที่ทำให้เป็นแบบนี้เสียจริงๆ
     
    เช้านี้ ลืมตามาพร้อมกับประสาทตึงๆ อาการ "เครียด" ยังอยู่
    แม้แต่กบาลซีกขวาก็ยังไม่มีทีท่าจะหายปวด
     
    ถามน้อง "โกรธจนปวดหัวเนี่ย กินยาไรฟะ"
    ฟาดไป 1 เม็ดเป้ง.. อืมม.. 2 ชั่วโมงผ่านไป ค่อยดีขึ้นหน่อย
     
    โลกบูด โลกปูด หรือโลกเบี้ยว
    แต่เป็นแบบไหน.. ชีวิตทุกวันก็ต้องเดินไปข้างหน้า
    กับเพื่อนร่วมทาง (ชีวิต) เปิดใจบ้าง ใช้ใจคุยกันบ้าง
    เรื่องที่คิดว่า "ยาก" บางทีก็ "ไม่ยาก" อย่างที่คิด
     
    เมื่อ "รัก" ก็บอก "โกรธ" ก็บอก
    หนทางยังอีกยาวไกล.. ยังไงก็ต้องเดินไปพร้อมๆ กัน
     
     
     
    August 01

    ทรมานบันเทิง

     

     เริ่มมีอาการป่วยตั้งแต่คืนวันศุกร์

    วันเสาร์ยังคงทำงานอย่างมิหยุดหย่อน

    ตกเย็นไป "บ้านเมรีสาขา 1 พิบูลย์การ์เด้นวิลล์"

    เพื่อไปค้างที่ "บ้านของพวกเรา" บางบัวทอง

    ลีลาไม่ยอมกินยา.. เพราะอยากนั่งมองใครและใครรอบตัวแบบนี้

    สุดท้ายพ่ายแพ้กับความขี้บ่นของพี่ใหญ่..

    กินยา อาบน้ำ และเข้านอนแต่โดยดี

    "พรุ่งนี้หนูไม่ใส่บาตรนะ จะนอน"

    วันอาทิตย์ 29 กรกฎาคม 2550

    ตื่นเช้ามากเพราะใครบางคนมาเคาะห้อง

    ไอ้ใครบางคนที่ว่าน่ะ คือเจ้าของห้องค่ะ เอิ๊กก..

    นอนต่อจนเช้ากำลังดี เดินไปข้างล่าง

    กินกาแฟกับขนมครกพอเป็นพิธี

    "พี่ ถ้าหนูกินยานี่ ต้องนอนเลยนะ ทำไรไม่ได้เลยอ่ะ"

    "อือ ก็กินเด่ะ แล้วนอนไปซะ"

    มึนและมึน.. เมายาฮับ

    ..

    ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

    จากทะเลหัวหิน เป็นทะเลบางบัวทองนั้น

    ไม่ได้ทำให้ความรักที่มีมันลดน้อยลงเลย

    ไม่ได้ทำให้ความบ้าที่ตั้งเค้าก่อตัวจะหยุดลงเลย

    เมื่อพี่เสือสีชมพูตกลงใจขับรถจากสมุทรปราการมาสมทบ

    พี่ใหญ่ถามข้าวใหม่ว่า "จะไปองครักษ์ไหวไหมเนี่ย"

    "ไหวค่ะ" ฮ่า.. ใครไม่ไปก็บ้าแล้ว

    แม้สุดท้ายจะโดนค่อนแคะว่าไม่ยอมกินยา

    เพราะห่วงเที่ยวกลัวจะง่วง เที่ยวไม่สนุกก็ตาม

    อย่างนี้เรียก "ทรมานบันเทิง" ชัดๆ

    ..

    มื้อรองท้องก๋วยเตี๋ยวกับขนมกล้วย, มัน, ฟักทองที่วัดมะขาม

    เล็งอาหารเที่ยงไว้ เป็นร้านกาแฟอะไรซักอย่าง

    แต่ไม่รู้ต่อมอะไรผิดพลาด.. สุดท้ายก็ได้ชิมกาแฟไอ้ร้านที่ว่าอยู่ดี

    พี่รองโอดครวญ "บรรยากาศน่ากินเหล้ามาก" เอิ๊กก..

    สมแล้วที่เป็นพี่รองแห่งบ้านเมรี

    ..

    ได้เวลากลับกับภารกิจอีก 3 กระบุง

    คือต้องจัดการเรื่องเบอร์โทรศัพท์ที่ดีแทค และซื้อของไปวัด

    กับนัดคุณคนที่จะมาแต่งสวน (จำชื่อได้ แต่ไม่อยากเอ่ย-เชอะ!!)

    ฉะนั้น แผนเร่งด่วนของเราคือ กลับเข้ากรุงเทพฯ

    แวะเซ็นทรัล ทาวน์ จัดการเรื่องโทรศัพท์กับซื้อของไปวัด

    แต่ไหง.. มีของกินสำหรับมื้อด่วนจี๋วันนี้ล่วย

    จากนั้นเผ่นกลับบ้านของพวกเรา

    แต่ไม่ลืมแวะเติมน้ำมันให้แม่นางหน้ามึนก่อน

    ..

    ถึงบ้าน ขอตัวกินยา นอนรออาหาร ไม่ไหวแล้วปวดหัวแทบร้องไห้

    "ทรมานบันเทิง" แต่ยังไงก็ไม่เสียใจที่ไม่ได้กินยา..ฮิ่วววว..

    พี่รองช่างแสนดี สงสารน้อง

    เลยตกลงใจเลื่อนภารกิจส่วนตัวออกไปแบบไม่มีกำหนด

    นอนบ้านของพวกเราต่ออีกคืน..

    ..

    วันจันทร์ 30 กรกฎาคม 2550

    ตื่นเช้ามา แม่เจ้าของบ้านทัก "อาบน้ำแล้วเหรอลูก หน้านวลเชียว"

    "นวลที่ไหน ดำจะตาย" ไอ้คำหยาบคายประโยคหลังเนี่ย

    ไอ้เจ้าของบ้านตัวดีมันบังอาจว่าน้อง..

    วันนี้ได้ลงมือพิฆาตสวนกันจริงๆ จังๆ ดึงๆ ถอนๆ ตัดๆ

    "ตัดทีเดียวให้ขาดอย่างนี้.." ว่าพลางก็ตัดกิ่งโมก

    เสร็จแล้วมาถอนบานเย็นต่อ

    "พี่.. ไส้เดือนบ้านพี่ตัวใหญ๊ ใหญ่ ดูเด่ะ ดิ้นเหมือนงูเลย

    อิอิ เลื้อยเหมือนงูด้วย กะล่อนเหมือนพี่แหงๆ"

    แว๊ก.. น้องชายคุณพี่มายืนขำอะไรค้า..

    "นี่ ตัดทีเดียวให้ขาดเลย" ตัดต้นคริสมาสต์ต่อ

    ..

    ทำลายไปได้โข.. เอาอีกๆ ต้นอะรูมิไร้ สูงเกะกะ

    "พี่นกคะ นี่เรียกต้นอะไร?"

    "ไม่ทราบเหมือนกันจ้ะ" โฮ่ววว..พี่นกแสนรู้ของเรายังมิทราบ

    "งั้นหนูให้ชื่อต้น 'ง่าย-ง่าย' ละกันเนอะ

     มันใจง่ายเหมือนเจ้าของมันเลย

    ดูเด่ะ ทอดกิ่งไปโดนดินเข้าหน่อยก็งอกรากแระ"

    ใครบางคนหัวเราะ.. วันนี้อารมณ์ดี ต้องรีบกัด รีบแทะ เอิ๊กกก..

    ..

    พักครึ่ง.. กินอาหารเที่ยง

    อาบน้ำ.. ผัดแป้ง

    ตกบ่าย จัดการไม้น้ำต่อ

    ..

    คราวนี้มอมแมได้ใจ

    อาบน้ำอีกทีเตรียมแยกย้ายบ้านใครบ้านมัน

    ก่อนจะโทรไปเว้าวอนคนอีกฟากว่าให้มากิน "ญีญวน" ด้วยกัน

    ..

    คืนนี้พี่รองมีแก่ใจ นอนเป็นเพื่อนคนขึ้นบ้านใหม่

    เหนื่อยอีกก่อนนอนเป็นก็อกสุดท้าย ก่อนซดดาวแดงไปครึ่งกระป๋อง

    หลับอี๊ดอ๊าด.. เพราะเตียงไฮโซ เอิ๊กก..

    ..

    ถึงสังขารมันจะไม่เข้าข้างเท่าไหร่

    แต่คนมันสุขใจ ทำอะไรก็สุขใจ - "ทรมานบันเทิง"

    ..